ในบทความก่อนหน้านี้อธิบายเรื่องของคลาวด์มาพอสมควร แล้วการใช้งานคลาวด์มีข้อดีข้อเสียบ้างหรือไม่? ในบทความนี้จะมาอธิบายเรื่องเหล่านี้กัน...
เนื่องจากข้อดีข้อเสียของการใช้งาน คงไม่สามารถประเมินได้จากมุมมองด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียว เพราะการใช้งานระบบไอทีเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นระบบอีเมล ระบบบัญชี ระบบทรัพยากรบุคคล ระบบวางแผนการผลิต ซึ่งระบบต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนของการสนับสนุนการทำงานขององค์กรทั้งสิ้น (ระบบไอทีมักจะเป็น Support Activities ตามโมเดล Value Chain ของศาสตราจารย์ Michael Porter แนวทางการบริหารธุรกิจดังรูป)

หรืออาจอธิบายง่ายๆ ได้ว่า “องค์กรจะลงทุนซื้อเทคโนโลยีใดๆ เข้ามาก็เพื่อรองรับการทำงานทางธุรกิจเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ หรือลดค่าใช้จ่ายขององค์กร” ซึ่งในแง่มุมของค่าใช้จ่ายนั้น รวมไปถึงการลดเวลาทำงาน ลดจำนวนบุคลากรที่ต้องทำงานด้วย ยกตัวอย่างเช่น การใช้งานระบบบัญชีก็เป็นการลดการทำงานด้านเอกสาร เพิ่มความถูกต้องและรวดเร็วในการทำงาน หรือการติดตั้งระบบไฟร์วอลล์ในองค์กรก็เพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในองค์กร หากระบบไอทีมีปัญหาก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กร เป็นต้น หรือเปรียบเทียบง่ายๆ ว่าองค์กรคงไม่ซื้อระบบไอทีมาเพื่อใช้งานโดยที่ไม่เห็นคุณค่าทางธุรกิจนั่นเอง ในบทความนี้จึงขออธิบายทั้งมุมมองในเชิงเทคนิคและมุมมองในเชิงธุรกิจควบคู่กันครับ
ข้อดี-ข้อเสียในเชิงเทคนิค
หากเปรียบเทียบมุมมองในเชิงเทคนิค สามารถอธิบายได้ดังตาราง
|
ข้อดี |
ข้อเสีย |
| การใช้งานระบบภายใน (On-Premises) |
- การดูแลระบบทั้งหมดเอง ทำให้สามารถควบคุมความปลอดภัยได้ทั้งหมด
- การเข้าถึงที่รวดเร็ว เพราะระบบอยู่ภานในองค์กร จึงตอบสนองได้รวดเร็วกว่าการใช้งานบนคลาวด์
- การรองรับข้อกำหนด ด้านกฎหมาย หรือความบังคับต่างๆ สามารถบริหารจัดการได้เองทั้งหมด
|
- ต้องการเจ้าที่ด้านไอทีจำนวนมาก ตั้งแต่ห้องไอที ระบบไฟฟ้า ไปจนถึงระบบเซิร์ฟเวอร์และเน็ตเวิร์ก รวมไปถึงการหาบุคลากรมาทดแทนในกรณีที่มีการลาออก
- ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นในการดำเนินงานสูง จำเป็นต้องลงทุนเป็นมูลค่าสูงก่อน (Capital Expenditure หรือ CapEx) เช่น การทำห้องเซิร์ฟเวอร์ การซื้อเซิร์ฟเวอร์ เป็นต้น
- ความเสี่ยงด้าน Vendor Lock-in หรือการผูกติดกับผู้ผลิต เช่น การใช้งานระบบเก็บข้อมูลแบบ Storage Area Network หรือ SAN หากผู้ผลิตขึ้นราคาหรือยกเลิกการสนับสนุนก็ต้องย้ายระบบไปผู้ผลิตรายอื่น ซึ่งต้องเรียนรู้การใช้งานใหม่
|
| การใช้งานระบบคลาวด์ (On-Cloud)
|
- สามารถใช้งานเทคโนโลโยลีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นระบบ AI หรือ Machine Learning (ML) ซึ่งผู้ผลิตล้วนแล้วแต่พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาทางด้านคลาวด์ทั้งสิ้น
- การหาเจ้าหน้าที่มาดูแลต่อ สามารถหาได้ง่ายขึ้นไม่จำเป็นต้องมีความสามารถทั้งหมด เพราะบางส่วนสามารถจ้างผู้ให้บริการภายนอกช่วยดูแลได้
- ค่าใช้จ่ายเป็นแบบ Pay-per-use หรือจ่ายเท่าที่ใช้งาน ไม่จำเป็นต้องลงทุนมูลค่าสูง (จ่ายแบบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานหรือ Operational Expenditure หรือ OpEx) หากโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย สามารถยกเลิกการใช้งานได้ เป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุน
|
- ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้งาน จำเป็นต้องมีการตรวจสอบปริมาณที่ใช้งานอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายสูงกว่าความเป็นจริง
- ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เพราะบางส่วนต้องฝากเอาไว้กับผู้ให้บริการคลาวด์ หากข้อมูลรั่วไหล ผู้ให้บริการคลาวด์ถูกแฮกจะทำอย่างไร
- ปัญหาด้านข้อกำหนดในเชิงกฎหมาย และข้อบังคับซึ่งจำเป็นต้องศึกษาว่าระบบใดมีความเสี่ยงและต้องดำเนินการอย่างไรจึงจะรองรับ เช่น ข้อกำหนดการเก็บข้อมูลภายในประเทศ เป็นต้น
|
| การใช้งานระบบ Hybrid Cloud |
- การประยุกต์ข้อดีของทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกัน
|
- ต้องมีการบริหารระบบทั้ง 2 ระบบ
|
จะเห็นได้ว่าการเปรียบเทียบเชิงเทคนิคจะมีทั้งข้อดี-ข้อเสียทั้งสองด้านเสมอ การพิจารณาเลือกใช้งานสามารถใช้แนวทางการดำเนินการได้ดังนี้
- การประยุกต์ใช้งาน Hybrid Cloud โดยเลือกระบบหรือข้อมูลที่มีความสำคัญมากใช้งานเป็นระบบภายใน ส่วนระบบที่สำคัญน้อยกว่าใช้งานบนคลาวด์แทน เช่นระบบการผลิตใช้งานภายในบริษัทฯ ส่วนระบบอีเมล ระบบการประชุมออนไลน์ใช้งานบนระบบคลาวด์ เป็นต้น
- การประยุกค์ใช้งาน Multi-Cloud โดยเลือกการใช้งานคลาวด์หลายผู้ให้บริการ โดยไม่ยึดติดกับเจ้าใดเจ้าหนึ่ง เพื่อป้องกันผู้ให้บริการระบบล่มจนส่งผลกระทบต่อธุรกิจ
- การประยุกต์ใช้งานระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม เนื่องจากการใช้งานคลาวด์เป็นการใช้งานระบบกับผู้ใช้งานรายอื่น รวมไปถึงผู้ให้บริการก็อาจจะเข้าถึงข้อมูลขององค์กรเราได้ ดังนั้นการเข้ารหัสข้อมูลทั้งข้อมูลที่มีการเก็บเอาไว้ในระบบคลาวด์และข้อมูลการรับ-ส่งในระบบคลาวด์ (Data at rest และ Data in transit) จึงมีความสำคัญ รวมไปถึงการบริหารจัดการสิทธิการใช้งาน การตรวจสอบอย่างต่อเนื่องทั้งความปลอดภัยและค่าใช้จ่าย รวมไปถึงการประเมินความเสี่ยงจากข่องโหว่ต่างๆ (Vulnerability Assessment หรือ VA) ก็มีความจำเป็น ในกรณีข้อมูลมีความสำคัญ
ข้อดี-ข้อเสียในเชิงธุรกิจ
การเปรียบเทียบในเชิงธุรกิจ สามารถแสดงได้ดังตาราง
|
ข้อดี |
ข้อเสีย |
|
การใช้งานระบบภายใน (On-Premises)
|
- ความคุ้มค่าการลงทุนในระยะยาว (มากกว่า 3 ปีขึ้นไป) ส่วนมากมักจะถูกกว่าการใช้งานคลาวด์ภายนอก
- ความเชื่อมั่นในข้อมูล จะสูงกว่าฝากผู้ให้บริการภายนอก เพราะเป็นระบบของตนเองย่อมมั่นใจมากกว่าระบบของบริษัทอื่น
|
- ค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่สูงในตอนเริ่มต้น (Initial Cost) ซึ่งมีความเสี่ยงว่าโครงการจะคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่
- การต่ออายุการสนับสนุนการให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะมีซอฟต์แวร์บางรายที่เปลี่ยนรูปแบบการขายเพราะถูกซื้อกิจการ ทำให้ค่าใช้จ่ายในปีถัดไปสุงกว่าที่ประเมินเอาไว้ในตอนแรก
|
|
การใช้งานระบบคลาวด์ (On-Cloud)
|
- ความยืดหยุ่นในการใช้งาน รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้สามารถแข่งขันในทางธุรกิจได้ เช่น หากผู้ให้บริการคลาวด์เปิดตัวระบบ AI แบบใหม่ ก็สามารถใช้งานได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องรอพัฒนาภายใน
- ความรวดเร็วในการใช้งาน หากแผนกการตลาดต้องการออกแคมเปญภายใน 2 วัน ก็สามารถดำเนินการได้เลยไม่จำเป็นต้องรอการจัดซื้อระบบแต่อย่างใด
|
- ค่าใช้จ่ายในระยะยาวจะสูงกว่าการทำระบบเอง ซึ่งการประเมินระยะเวลาคืนทุน (Return of Investment หรือ ROI หรือพิจารณาจาก Payback Period) อาจจะพิจารณาในระยะเวลามากกว่า 3 ปีขึ้นไป
- ต้องมีการเรียนรู้การใช้งานคลาวด์ ทั้งในแง่ของความเสี่ยง ค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งการติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง
|
| การใช้งานระบบ Hybrid Cloud |
- เป็นการประยุกต์ข้อดีของทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน
|
- ต้องมีการบริหารทั้ง 2 ระบบ
|
สำหรับแง่มุมในเชิงธุรกิจ อาจจะต้องคำนึงถึง “ความสามารถในการแข่งขัน” (Competitive Advantage) ด้วย หรืออธิบายง่ายๆ ว่า “ถ้าองค์กรเราไม่ทำแล้วคู่แข่งทำจะเป็นอย่างไร?” ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ เช่น บริษัทคู่แข่งของเรา (สมมติว่าเป็นบริษัท A) ออกแคมเปญการตลาดซื้อ 1 แถม 1 โดยต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะได้สินค้าแถม ซึ่งบริษัทของเราจะออกแคมเปญเพื่อรับมือกับกรณีดังกล่าว แต่ทีมการตลาดปรึกษาทางไอทีแล้ว ทางไอทีขอซื้อระบบใหม่ซึ่งใช้เวลาติดตั้ง 3 เดือน พร้อมทั้งระบบความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายมากกว่า 1 ล้านบาทและยังไม่สามารถบอกได้ว่าระบบดังกล่าวจะรองรับได้หรือไม่อีกด้วย หากเราเป็นเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารระดับสูงที่ต้องรับผิดชอบผลกำไรของบริษัทฯ ก็มักจะคำถามกลับมาเช่น “ทำไมบริษัทเราทำไม่ได้แต่คู่แข่งทำได้? เป็นข้อจำกัดทางเทคนิคจริงหรือไม่? ทำไม่คู่แข่งใช้คลาวด์แล้วเราไม่ใช้? สรุปแล้วบริษัทของเราใช้คลาวด์ไม่เป็นใช่หรือไม่? หากใช้งานไม่เป็นแล้วเราจะเริ่มใช้งานได้อย่างไร? มีผู้ให้บริการรายใดให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเราได้หรือไม่?”
สรุปแล้ว เราต้องทำอย่างไร?
สำหรับการใช้งานคลาวด์ จะช้าจะเร็วก็ต้องใช้งาน เพียงแต่เราจะใช้ได้เร็วแค่ไหน จากประสบการณ์ของผมเอง การใช้งานคลาวด์นั้นจะขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจเป็นหลัก เช่น ธุรกิจการเงินการธนาคารมีการใช้งานเทคโนโลยีที่สูงมาก ใช้งานคลาวด์เป็นกลุ่มแรกๆ ก็ว่าได้ (ตามเหตุผลก่อนหน้านี้) แต่ในกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ก็มีการใช้งานตามๆ กันมา และที่น่าแปลกใจคือการใช้งานคลาวด์สำหรับภาครัฐที่มีนโยบายการใช้งานอย่างจริงจังผ่านทางนโยบาย “Cloud First Policy” ตามที่ได้กล่าวไปในบทความก่อนหน้านี้ หากอ้างอิงจากบริษัท IDC ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยชั้นนำของโลกก็ได้อธิบายเรื่องเดียวกันเอาไว้ โดยสรุปได้ดังนี้
- เพิ่มประสิทธิภาพของทีมพัฒนา (Empowering application development teams)
- เพิ่มการเติบโตทางธุรกิจ (Enabling business growth)
- เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่แผนกไอที (Maximizing the value of IT staff time)
- เพิ่มประสิทธิภาพในด้านค่าใช้จ่ายด้านไอที (Optimizing IT infrastructure costs)
ซึ่งคำถามในการใช้คลาวด์ในวันนี้จะไม่ใช่ “จะใช้คลาวด์หรือใม่ใช้คลาวด์” แต่จะเป็น “จะใช้คลาวด์เมื่อไหร่ และจะใช้คลาวด์อย่างไร” ครับ
เอกสารอ้างอิง: