Cloud Computing คืออะไร
Cloud Computing หรือ การประมวลผลแบบคลาวด์ คือการให้บริการทรัพยากรด้านไอที เช่น เซิร์ฟเวอร์ พื้นที่จัดเก็บข้อมูล ซอฟต์แวร์ หรือระบบเครือข่าย ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อหรือดูแลโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมด
Cloud Computing เหมาะกับใคร?
Cloud Computing เหมาะสำหรับทุกองค์กรที่ต้องการระบบไอทีที่คล่องตัว คุ้มค่า และรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจที่มีหลายสาขา หรือธุรกิจที่ต้องจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก เช่น ร้านค้าออนไลน์, องค์กรระดับ Enterprise, สตาร์ทอัพ รวมไปถึงหน่วยงานราชการ
ลักษณะของคลาวด์คอมพิวติ้งเป็นอย่างไร?
สำหรับลักษณะของคลาวด์คอมพิวติ้ง หากอธิบายแบบอ้างอิงวิชาการก็จะอ้างถึงนิยามจากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ จากประเทศสหรัฐอเมริกา (National Institute of Standards and Technology หรือ NIST) ซึ่งมีการนิยามเอาไว้เอาไว้ดังรูปด้านล่าง โดยสาเหตุที่ต้องอ้างอิงจาก NIST เพราะถือว่าเป็นมาตรฐานหลักที่มีการประกาศตั้งแต่ปี 2011 (หรือมากกว่า 14 ปีแล้ว) เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับนั่นเอง
โดยจากคำนิยามด้านบน สามารถเขียนอธิบายเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
- ผู้ใช้บริการต้องสามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง เช่น สามารถเปิดปิดเองได้ หากไม่ได้ใช้งานก็สามารถปิดการใช้งานได้เอง
- ระบบต้องมีการเชื่อมต่อผ่านทางระบบเครือข่าย ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นการเชื่อมต่อผ่านทางอินเทอร์เนต
- ระบบดังกล่าวต้องมีทรัพยากรให้ใช้อย่างไม่จำกัด โดยทางผู้ใช้บริการไม่ต้องสนใจระบบหลังบ้าน มีหน้าที่ใช้งานเพียงอย่างเดียว
- ระบบต้องการสามารถขยายเมื่อไหร่ก็ได้ รวมไปถึงรองรับการขยายแบบอัตโนมัติหากมีการใช้งานที่เพิ่มขึ้น โดยที่ผู้ใช้งานสามารถกำหนดรูปแบบเอาไว้ได้
- ระบบจะสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายได้ มีมิเตอร์การใช้งานชัดเจน ค่าบริการคิดตามจริง และจะต้องมีระบบตรวจสอบการใช้งานว่าใช้ไปแล้วเท่าไหร่ มีค่าบริการที่เกิดขึ้นเป็นเท่าไหร่
ซึ่งจากคำอธิบายดังกล่าว หากเปรียบเทียบก็อาจจะเหมือนการใช้งานระบบน้ำประปา หรือไฟฟ้า โดยที่ผู้ใช้งานเปิดปิดการใช้งานได้เอง และเมื่อสิ้นเดือนก็มีใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าใช้บริการที่เราได้ใช้ไป (เป็นแบบ Postpaid หรือใช้ก่อนแล้วจ่ายทีหลัง) มีรูปแบบการคำนวณค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน โดยทางบริษัท Gartner ได้เปรียบเทียบรูปแบบการใช้บริการต่างๆ เอาไว้ดังนี้

จากภาพด้านบน จะแสดงเลเยอร์ในการดูแลทั้งหมดไล่ตั้งแต่ส่วนของศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ (ในที่นี้รวมไปถึงระบบไฟฟ้า ระบบไฟสำรอง ระบบปรับอากาศ ระบบกล้องวงจรปิด ระบบตรวจสอบน้ำรั่วซึม และระบบอื่นๆ ที่อยู่ในศูนย์ข้อมูล หรือที่เรามักเรียกรวมกันว่าห้อง Data Center) ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (ในที่นี้คือรวมทั้งเราท์เตอร์ สวิตช์และสายเชื่อมต่อทั้งหมด) ระบบเซิร์ฟเวอร์ ระบบจำลองเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (หรือเรียกว่า Virtualization) ระบบปฎิบัติการ (Operating System หรือ OS) ระบบซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ใช้งาน จนไปถึงข้อมูลที่ใช้งาน โดยทางผู้ใช้บริการสามารถเลือกที่จะใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกได้ไล่ตั้งแต่บริการฝากเครื่องเซิร์ฟเวอร์เอาไว้ในศูนย์ข้อมูล (บริการ Colocation) การใช้บริการโฮสติ้ง (ซึ่งในที่นี้เป็นการให้บริการเครื่องเซิร์ฟเวอร์เช่าทั้งเครื่อง) การให้บริการคลาวด์แบบ Infrastructure as a Service (IaaS) ซึ่งเป็นการให้บริการคลาวด์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในระบบเครื่องเซิร์ฟเวอร์ การให้บริการคลาวด์ที่เป็นระบบ Platform as a Service (PaaS) จนไปถึงการให้บริการคลาวด์แบบซอฟต์แวร์ หรือ Software as a Service (SaaS) นั่นเอง ซึ่งรูปแบบการให้บริการคลาวด์แต่ละประเภทนั้นเป็นการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างผู้ใช้บริการคลาวด์และผู้ให้บริการคลาวด์ ซึ่งเรียกกันว่า “Share responsibility model” ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการใช้งานคลาวด์
ข้อแตกต่างระหว่างคลาวด์กับโฮสติ้งเป็นอย่างไร? VPS คืออะไร ใช่คลาวด์หรือไม่?
สำหรับข้อแตกต่างระหว่างคลาวด์กับโฮสติ้งนั้น เนื่องจากรูปด้านบนของบริษัท Gartner อาจจะไม่ได้อธิบายให้เห็นภาพที่ชัดเจน ผมจึงขออธิบายแบบง่ายๆ โดยเปรียบเทียบกับการใช้งานรถยนต์โดยสารดังรูปด้านล่าง
โดยสามารถอธิบายแต่ละรูปแบบการให้บริการได้ดังนี้
- บริการเว็บโฮสติ้ง หรืออีเมลโฮสติ้ง (Web Hosting หรือ Email Hosting) เป็นรูปแบบการให้บริการที่ผู้ให้บริการจะให้บริการเป็นรายแพกเกจ อาจจะตามขนาดพื้นที่ของการใช้งานโดยที่ผู้ใช้บริการจะต้องใช้ตามระบบที่ทางผู้ให้บริการมีเอาไว้ให้แล้ว เปรียบเสมือนกับการใช้งานรถสาธารณะ เช่น รถประจำทาง รถเมล์ รวมไปถึงรถไฟฟ้า เพราะผู้ให้บริการจะกำหนดรูปแบบการใช้งานมาแล้ว ไม่สามารถปรับแต่งให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายได้ (Customized) ค่าใช้จ่ายจะถูกที่สุดเมื่อเทียบกับรูปแบบอื่น
- บริการคลาวด์ จะเป็นรูปแบบการให้บริการที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกได้บางส่วน ขึ้นอยู่กับแพกเกจการใช้งาน โดยทุกการปรับแต่งจะคิดค่าบริการเพิ่มเติม เปรียบเสมือนกับการนั่งรถแท็กซี่ หรือบริการรถเช่าส่วนบุคคล ที่ผู้ใช้บริการสามารถเลือกขนาดของรถ ชนิดของรถที่ให้บริการ ระยะเวลาที่ใช้บริการ รวมไปถึงระยะทางได้ ซึ่งจะคิดค่าบริการตามระยะทางตามมิเตอร์ที่กำหนด โดยที่ผู้ใช้บริการไม่ต้องดูแลรถยนต์ เช็คระยะบำรุงรักษา หรือต่อประกันภัยของรถยนต์เลย ซึ่งค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าแบบโฮสติ้งแต่ถูกกว่าการเป็นเจ้าระบบทั้งหมดเอง
- การติดตั้งและจัดการระบบทั้งหมดเอง หรือ On-Premises เปรียบเสมือนกับการเป็นเจ้าของรถยนต์เอง ซึ่งผู้ใช้งานจะต้องดูแลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ ค่าบำรุงรักษา ค่าประกันภัยต่างๆ แลกกับความสะดวกสบายที่เราสามารถปรับแต่งได้ทั้งหมด ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดเช่นกัน ซึ่งจะใช้งบประมาณสูงมากในช่วงเริ่มต้น หรือเปรียบเสมือนกับการซื้อรถยนต์ก่อนใช้งานนั่นเอง
โดยในการใช้งานจริงนั้น เราอาจจะเคยได้ยินผู้ให้บริการบางรายให้บริการ VPS หรือ Virtual Private Server มาบ้าง ซึ่งรูปแบบการให้บริการ VPS นั้น อาจจะคล้ายคลึงกับคลาวด์แบบ IaaS (ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป) ซึ่งบ่อยครั้งจะสับสนว่าแตกต่างกันอย่างไร จุดสังเกตหลักคือการรับประกันความเสถียรของระบบที่ให้บริการ เพราะบ่อยครั้งผมเองเคยเจอผู้ให้บริการที่ใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ราคาไม่สูงมาก โดยใช้เซิร์ฟเวอร์เพียงเครื่องเดียวและติดตั้งโปรแกรมจำลองเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Virtualization) แบบไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น Proxmox หรือ Vmware (เวอร์ชัน ESXi ก่อนที่ทางบริษัท Broadcom จะซื้อกิจการ) ให้บริการลูกค้า ซึ่งทำให้ค่าบริการถูกกว่าระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ เพราะไม่มีระบบสำรอง (Redundant) นั่นเอง อาจจะเปรียบเทียบได้ว่าการเลือกใช้บริการคลาวด์จะต้องพิจารณาความเหมาะสมกับประเภทของงานเป็นหลัก ซึ่งค่าบริการมักจะสะท้อนกับอุปกรณ์และการให้บริการที่ผู้ให้บริการให้นั่นเอง
คลาวด์แบบ IaaS PaaS SaaS คืออะไร? แล้วเราเหมาะกับแบบไหน
สำหรับรูปแบบการให้บริการของคลาวด์นั้น ตามนิยามของสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำอธิบายเอาไว้ดังรูป
จากรูปสามารถแบ่งรูปแบบการให้บริการได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
- การให้บริการแบบ Infrastructure as a Service หรือ IaaS เป็นรูปแบบการให้บริการคลาวด์แบบพื้นฐานขั้นเริ่มต้น เพราะเป็นการให้เช่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์เสมือน (Virtual Machine) หากอ้างอิงจากรูปของบริษัท Gartner ก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่าผู้ให้บริการจะดูแลในส่วนของระบบ Virtualization ลงมาจนถึงส่วนของศูนย์ข้อมูล ส่วนในระดับระบบปฎิบัติการขึ้นไป จะเป็นหน้าที่ของผู้ใช้บริการที่ดูแลส่วนดังกล่าวไปจนถึงข้อมูล ซึ่งรูปแบบการใช้งาน IaaS นั้น จะเหมาะกับเจ้าหน้าที่ไอทีภายในองค์กรที่มีความสามารถในการดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์อยู่แล้ว เพียงแค่ย้ายระบบการจัดการจากภายในทั้งหมด (On-Premises) มาเป็นระบบคลาวด์แทน ในบ่อยครั้งผู้ให้บริการก็มักจะมีเครื่องมือในการย้ายมาให้ด้วย
สำหรับการใช้งาน IaaS นั้น ผมแนะนำให้เป็นระบบที่ต้องการออนไลน์เป็นหลัก หรืออาจจะเปรียบเทียบได้ง่ายๆ เหมือนกับการเช่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์และการเช่าพื้นที่ศูนย์ข้อมูล (หรือ Colocation) นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ อีเมลเซิร์ฟเวอร์ หรือเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการ Application เฉพาะทาง เป็นต้น โดยในปัจจุบันนี้อาจจะพิจารณาคลาวด์แบบ IaaS มาใช้งานทดแทนศูนย์ข้อมูลเดิมที่ใช้งานอยู่ (DC Site) หรือใช้งานเป็นศูนย์ข้อมูลสำรอง (DR Site) ก็สามารถทำได้
- การให้บริการแบบ Platform as a Service หรือ PaaS เป็นรูปแบบการให้บริการคลาวด์ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยมากมักจะเหมาะกับทีมพัฒนาที่ไม่มีความชำนาญในการดูแลเครื่องเซิร์ฟเวอร์แต่ต้องการทำระบบที่เสถียร โดยผู้ใช้งานจะมักพัฒนาโปรแกรมบนระบบดังกล่าว ซึ่งในปัจจุบันเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในระบบขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน ต้องการความยืดหยุ่นสูงๆ หรือที่มักจะเรียกกันว่า Cloud Native-Application หรืออาจจะได้ยินคำว่า DevOps นั่นเอง ซึ่งรูปแบบการใช้งานนั้นมักจะใช้งานในรูปแบบของ Container หรือในบางที่อาจจะเรียกว่าเป็นการทำ “Application Virtualization” ก็ได้ โดยสามารถเปรียบเทียบได้ดังรูปด้านล่าง (ระบบ IaaS คือการให้บริการที่เป็น Virtual Machine หรือ VM ส่วนระบบ PaaS มักจะเป็นแบบ Containers)

จากรูปด้านบนจะเห็นได้ว่า การจัดการแบบ Container นั้นจะทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกทั้งยังทำให้ใช้งานทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าเพราะไม่ต้องมีส่วนของระบบปฎิบัติการ (Guest OS) ที่ซ้ำซ้อนกันมาทำงานนั่นเอง หรืออีกหนึ่งรูปแบบการให้บริการของ PaaS ก็คือการให้บริการ IaaS พร้อมทั้งการดูแลระบบ (หรือที่เรียกกันว่า Managed Service) ก็ถือว่าเป็นรูปแบบการให้บริการแบบ PaaS เช่นเดียวกัน
สำหรับการใช้งานคลาวด์แบบ PaaS นั้น หากเป็นโปรแกรมขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูงโดยมากจะพัฒนากันเองภายในบริษัท ซึ่งผมเองพบว่ามักจะเป็นระบบของฝั่งการเงินการธนาคารเป็นหลัก เพราะเป็นระบบที่ต้องการเสถียรภาพและมีการขยายจำนวนผู้ใช้งานตลอดเวลา หากเลือกใช้งานเป็นแบบคลาวด์ IaaS อาจจะไม่ทันต่อการใช้งานอีกทั้งจะมีปัญหาในการจัดการระบบอีกด้วย โดยจุดเด่นของระบบ Container คือสามารถกำหนดรูปแบบการลดและการขยายได้อย่างอิสระโดยการกำหนดสถานะของระบบเอาไว้ เมื่อมีการใช้งานจำนวนมากระบบก็จะขยายเพื่อให้รองรับงานได้ และเมื่อมีการใช้งานน้อยระบบก็ลดขนานลงเพื่อให้ประหยัดการใช้งานนั่นเอง
- การให้บริการคลาวด์แบบ Software as a Service หรือ SaaS เป็นรูปแบบการให้บริการคลาวด์ที่ผู้ให้บริการดูแลระบบทั้งหมด ผู้ใช้งานเพียงแค่ล็อกอินเข้ามาในระบบและชำระค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้งานเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น ระบบ Microsoft 365 ของบริษัท Microsoft ที่เป็นการใช้งานระบบออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นอีเมล โปรแกรมการประชุม Microsoft Teams พื้นที่เก็บไฟล์สำหรับบุคคล (One Drive) พื้นที่เก็บไฟล์สำหรับองค์กร (Sharepoint) เป็นต้น โดยรูปแบบการใช้งานคลาวด์แบบ SaaS นั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบันเพราะไม่จำเป็นต้องลงทุนเอง หากในอนาคตมีการปรับเปลี่ยนจำนวนผู้ใช้งานก็สามารถลดหรือเพิ่มค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่ใช้งานจริงได้นั่นเอง
ผมแนะนำให้องค์กรลองพิจารณาเริ่มต้นจากคลาวด์แบบ SaaS ก่อน เพราะสามารถเริ่มใช้งานได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนสูงในช่วงแรก อีกทั้งระบบส่วนใหญ่ก็เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว เช่น Microsoft 365, Google Workspace, Zoom หรือ Salesforce.com ที่ให้บริการในรูปแบบ CRM บน Cloud ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบต้นทุนแล้ว ค่าใช้จ่ายรายปีของ SaaS มักจะใกล้เคียงกับการทำระบบเอง โดยมีระยะเวลาคืนทุนราว 3–5 ปี แต่ได้เปรียบในเรื่องการอัปเดตอัตโนมัติ ความปลอดภัย และการไม่ต้องแบกรับภาระดูแลระบบเอง
และเมื่อองค์กรเริ่มคุ้นชินกับการใช้ระบบคลาวด์แล้ว ขั้นตอนถัดไปที่น่าสนใจคือการขยายขีดความสามารถของระบบไอทีด้วยการใช้บริการ Cloud Service ในระดับโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) เช่น การ
เช่า VPS หรือใช้ Server VPS สำหรับรันระบบเฉพาะทางที่ต้องการควบคุมและปรับแต่งได้มากขึ้น เช่น Web Application, ERP หรือระบบจัดการข้อมูลภายใน ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับองค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่นในขณะที่ยังไม่ต้องลงทุนในฮาร์ดแวร์
เริ่มต้นใช้งาน Cloud Service อย่างมั่นใจ ด้วย KSC Virtual Service
การเลือกใช้คลาวด์อย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการบริหารทรัพยากรองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากองค์กรของคุณกำลังพิจารณาการเปลี่ยนผ่านจากระบบ On-Premises หรือ Hosting แบบเดิม ๆ ไปสู่ cloud service ที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่า KSC มีโซลูชันที่เหมาะกับคุณ
KSC Virtual Service บริการคลาวด์พร้อมใช้งานระดับองค์กร
- เช่าใช้งาน Server VPS (Virtual Private Server) คุณภาพสูง บนโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย เสถียร และพร้อมรองรับการใช้งาน 24/7
- เลือกสเปกได้ตามความต้องการ พร้อมอัปเกรดทรัพยากรได้ทันทีเมื่อต้องการ
- ระบบพร้อมใช้งานในรูปแบบ Managed Cloud ช่วยลดภาระของฝ่าย IT ภายในองค์กร
- เหมาะกับการใช้งานทั้ง Web Application, ERP, POS หรือระบบเฉพาะทาง
ไม่ว่าคุณจะมองหา cloud service สำหรับระบบใหม่ หรือต้องการ เช่า VPS แทนการลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์เอง KSC พร้อมช่วยวางแผนและดูแลคุณอย่างครบวงจร
การบริหารระบบไอทีสำหรับองค์กรที่มีหลายสาขาไม่จำเป็นต้องยุ่งยากอีกต่อไป ด้วยโซลูชัน Cloud Server ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่
ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ ความปลอดภัยระดับสูง หรือความยืดหยุ่นในการขยายระบบ คุณสามารถเลือกใช้บริการจาก
ผู้ให้บริการ Cloud ที่มีประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ เพื่อช่วยให้การดำเนินงานของคุณง่ายขึ้นในทุกสาขา
- ศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกสาขา ด้วย Cloud Service พนักงานทุกสาขาสามารถเข้าถึงข้อมูลจากศูนย์กลางได้ทันที ลดปัญหาความซ้ำซ้อนและความล่าช้า
- ความปลอดภัยสูง เลือกใช้บริการจาก Cloud Server ไทย ที่มีมาตรการปกป้องข้อมูลครบถ้วน พร้อมทีมซัพพอร์ตในประเทศ
- ยืดหยุ่นและคุ้มค่า ธุรกิจสามารถเลือกแพ็กเกจ เช่า Cloud Server ตามขนาดและความต้องการจริง ไม่ต้องลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์ราคาแพง
- วางใจได้กับผู้ให้บริการ Cloud ชั้นนำ รองรับทั้ง AWS Thailand และ Azure Thailand รวมถึงบริการ Cloud VPS และ Thai VPS สำหรับธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรใหญ่
พร้อมก้าวสู่อนาคตด้วยบริการ Cloud จาก KSC
KSC พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลการติดตั้งระบบ Cloud Server,
Cloud Service, และการวางระบบ Server สำหรับองค์กรหลายสาขาอย่างครบวงจร ไม่ว่าคุณต้องการเช่า Cloud, ซื้อ Cloud Storage หรือกำลังเปรียบเทียบ Cloud Server ราคา เราพร้อมช่วยคุณเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ
สำหรับบทความนี้เป็นบทความเริ่มต้นของคลาวด์ ซึ่งในบทความต่อๆ มาจะอธิบายถึงการประยุกต์ใช้งานคลาวด์ ความเสี่ยง รวมไปถึงการเปรียบเทียบการใช้งานคลาวด์ให้มีประโยชน์กับองค์กรสูงสุด ซึ่งการใช้งานคลาวด์ในปัจจุบันถือว่าเป็นมาตรฐานการทำงานของระบบไอทีในปัจจุบันไปเรียบร้อยแล้วนั่นเอง
เอกสารอ้างอิง: